เป็นอีกหนึ่งนักแสดง James Bond ที่อยู่ในความทรงจำของผู้ชม ซึ่งโตมากับยุค 90s สำหรับ Pierce Brosnan (เพียร์ซ บรอสแนน) ที่แสดงบทนี้ไว้ทั้งหมด 4 ภาค เริ่มตั้งแต่ Goldeneye (1995) จนถึงภาค Die Another Day (2002) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็น James Bond ที่โชคร้ายไปหน่อยที่แม้ว่าแฟน ๆ จะชื่นชอบแต่ก็ถูกเปลี่ยนตัวนักแสดงเป็น Daniel Craig (แดเนียล เคร็ก) เร็วเกินไป (ได้เล่นแค่ 7 ปี) ซึ่งกับตัว Brosnan เองก็ไม่รู้มาก่อนเช่นกันว่าจะถูกถอดออกจากบท เพราะภาค Die Another Day ที่ประกอบ Halle Berry และ Rosamund Pike ภาคนี้ก็ทำรายได้สูงสุดของแฟรนไชส์ในตอนนั้น

จากคำให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ Some Kind of Hero: The Remarkable Story of the James Bond Films ก็บอกว่า Brosnan เองก็ไม่ทันได้ตั้งตัวที่จะถูกเทจากบทที่ดังที่สุดของเขาเหมือนกัน

“ตอนนั้นผมอยู่ที่บาฮามัส กำลังถ่ายทำหนังเรื่อง After the Sunset (2004) ตัวแทนของผมก็โทรมาบอกว่า การเจรจาหนัง 007 เรื่องใหม่ได้จบลงแล้ว Barbara Broccoli และ Michael Wilson (สองโปรดิวเซอร์) จะโทรหาผม แล้ว Barbara ก็โทรมาร้องไห้ Michael กล่าวคำว่า “พวกเราเสียใจ คุณคือ James Bond ที่ยิ่งใหญ่ เราขอบคุณคุณมาก (แต่เราไม่ต้องการคุณแล้ว)” ผมก็ได้แต่ตอบว่า “ขอบคุณครับและสวัสดี” ซึ่งผมคงตอบออกไปแบบน้ันเพราะทำอะไรไม่ถูก”

อย่างไรก็ตาม ในหนังสือก็ยังให้ข้อมูลไว้ด้วยว่า Brosnan เองก็เรียกค่าตัวที่สูงขึ้นจากภาคก่อน ๆ ซึ่งเป็นไปตามปกติของนักแสดงที่จะต่อรองค่าตัวสูงขึ้นถ้าภาคก่อนหน้าประสบความสำเร็จ แต่ในตอนนั้นเองโปรดิวเซอร์ของแฟรนไชส์นี้ก็กำลังตัดสินใจจะสร้างภาคกึ่งรีบูตของ 007 อยู่แล้ว และสุดท้ายก็ได้ Daniel Craig มาเล่นภาค Casino Royale (2006) แม้ว่าในตอนแรกเขาจะถูกกระแสโจมตีว่า ไม่หล่อมากพอจะมารับบทนี้ (เทียบกับ Bond คนเก่า ๆ และยังเป็น Bond ที่ผมบลอนด์คนแรกอีกต่างหาก) จนถึงปีนี้ที่เขาจะเล่นเป็นภาคสุดท้าย No Time to Die (2020) รวมแล้ว 14 ปี หรืออยู่ในบทนี้นาน 2 เท่าของ Brosnan แม้จำนวนเรื่องจะไม่ต่างกันมากที่ 5 เรื่อง