หนังแวมไพร์ “ผีกัดอย่ากัดตอบ” ฉบับรีเมก 2020 กำลังจะมีผลงานภาคต่อหนังซอมบี้อย่าง Peninsula ภาคสองของหนังฮิต Train to Busan (2016) ที่ภาคแรกจะกลับมาเข้าฉายอีกครั้งก่อน 1 สัปดาห์ ก่อนที่สัปดาห์ถัดไปจะเป็นคิวของ Peninsula ซึ่งน่าจะกลับมากระตุ้นรายได้ของโรงหนังได้เลย หลังจากที่คลายล็อกดาวน์ทั้งหนังไทยและหนังเทศยังไม่มีเรื่องไหนทำรายได้รวมเกิน 10 ล้านบาทเลยสักเรื่องเดียว

ล่าสุดผู้กำกับยอนซังโฮ ก็มีแผนที่จะสร้างหนังเรื่องใหม่แล้วเรียบร้อย นั่นคือการรีเมกหนังฮ่องกงดังยุค 80s ชื่อไทยว่า “ผีกัดอย่ากัดตอบ”

ผีกัดอย่ากัดตอบ (Mr.Vampire) ออกฉายในปี 1985 หรือในชื่อภาษาจีนที่อ่านออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษว่า Jiangshi (เจียงซือ) ผีกระโดดหยอง ๆ (Chinese Hopping Vampire) ที่ทำให้ทั้งตลกและน่ากลัวไปกับภาพจำของศพในชุดขุนนางหรือขันทีของราชวงศ์ชิง จะว่าไปแล้วไม่รู้จะจัดให้อยู่ในโหมดแวมไพร์หรือซอมบี้ดี เพราะมีความใกล้เคียงกันมาก ซึ่งหนังซอมบี้นั้นก็เป็นหนังแนวถนัดของผู้กำกับอยู่แล้ว ยอนซังโฮบอกว่า ช่วงที่ผ่านมาเขาได้กลับไปชมซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่เคยโด่งดังในเอเชียหลายประเทศ (รวมถึงไทย) ปลายยุค 80s อีกครั้ง และเขาพบว่า เป็นตัวละครที่มีเอกลักษณ์ น่าหยิบมาทำเป็นหนังอีกครั้งมาก ๆ

หนังจะเป็นความร่วมมือกันระหว่างบริษัทสร้างหนังของประเทศเกาหลีใต้และจีน ซึ่งได้พูดคุยกันไปแล้วในช่วงที่แต่ละประเทศปิดเพราะโควิด-19 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยอนซังโฮบอกว่า เขาตั้งใจจะทำหน้าที่แค่เขียนบทเรื่องนี้และให้คนอื่นมากำกับ ส่วนทีมงานสร้างของหนังก็ยกทีมกันมาจาก Train to Busan ซึ่งเขาได้พูดคุยไว้แล้ว หนังยังไม่มีกำหนดถ่ายทำในตอนนี้ ระหว่างนี้ก็ชมผลงานปัจจุบัน Peninsula ของผู้กำกับคนนี้รอไปก่อน

ผีกัดอย่ากัดตอบ เป็นภาพยนตร์ฮ่องกงที่ผสมผสานหลายอารมณ์ ทั้ง สยองขวัญ น่ากลัว มุขตลก และฉากแอ๊คชั่นแบบภาพยนตร์กังฟูเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนและลงตัว เป็นผลงานการอำนวยการแสดงโดย หง จินเป่า จากบริษัท โบโฮ ฟิล์ม ของหง จินเป่า เอง

โดยมี หลิน เจิ้งอิง นักแสดงร่างเล็กและสตั๊นแมนในแบบกังฟูมารับบท อาจิ่ว อาจารย์ปราบผีตัวเอกของเรื่อง ซึ่งแสดงได้อย่างโดดเด่น จนทำให้บทนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวไปตราบจนผลงานการแสดงเรื่องสุดท้ายในชีวิต เมื่อปี ค.ศ. 1997 และยังมีนักแสดงอีกจำนวนหนึ่งมารับบทประกอบที่เป็นสีสันมากมายในเรื่อง

ภาพยนตร์เมื่อออกฉายแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และได้มีภาคตามมาอีกหลายภาคในหลายปีต่อมา อีกทั้งยังถือได้ว่าเป็นต้นแบบของภาพยนตร์ในแนวเดียวกันนี้ตามมาอีกหลายเรื่อง ในทางด้านรางวัล ได้มีชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ฮ่องกงมากถึง 11 รางวัลด้วยกัน